ผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ต่อบอลไทยลีก ฤดูกาล 2019 (ตอนจบ)

ผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ต่อบอลไทยลีก ฤดูกาล 2019 (ตอนจบ)

ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อบอลไทยในปี 2019

แม้ องค์การอนามัยโลก จะไม่สามารถระบุได้ถึงขีดจำกัดของความเข้มข้น (ของมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก) ที่เกี่ยวโยงกับผลกระทบด้านสุขภาพของมนุษย์ได้ แต่ก็มีคำแนะนำ จากองค์การอนามัยโลกที่จัดทำขึ้นในปี 2005 ว่าควรตั้งเป้าหมายให้ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ฝุ่นพิษขนาด PM2.5 คือภัยร้ายที่มองไม่เห็น มลพิษทางอากาศไม่ควรเป็นต้นทุนชีวิตที่ประชาชนต้องแลก” ถ้อยคำหนึ่งในบทความของ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพูดแทนถึงปัญหาหนึ่ง ที่น่ากลัวไม่แพ้ฝุ่นพิษ คือ ความละเลยต่อสุขภาพประชาชน

 

ชีวิตคนรวมถึงนักกีฬาสำคัญที่สุด

ปัจจุบัน ค่ามาตรฐานของไทย อยู่ที่ไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ จีน มีแผนจะลดค่ามาตรฐานให้เหลือ ไม่เกิน 35 ไมโครกรัม ในอีก 20 ปีข้างหน้า แม้จะยังไม่ได้ตามค่าความเข้มข้นของ องค์การอนามัยโลก ที่ต้องการให้ลดลงไม่เกิน 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร

ฝุ่นกับกีฬา
ภาพประกอบ: แสดงถึงความอันตรายจากฝุ่นในเมืองหลวง

 

“ตอนนี้เราตั้งไว้ว่าถ้าค่าฝุ่นอยู่ที่ระหว่าง 50-90 ให้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานกลาง แต่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แม่ค้า คนเดินถนน ไม่ต้องไปถึงค่านั้นหรอก แค่ 30 กว่าๆ ก็หนักแล้ว เพราะเขาต้องสูดมันตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะนักเรียนที่ไปโรงเรียนตอนเช้า รวมถึง นักกีฬา”

คำสัมภาษณ์นี้ สะท้อนให้เห็นข้อมูลอีกด้านการเตือนภัยในไทย ที่เริ่มกำหนดตั้งค่าขั้นต่ำไว้สูง ทั้งที่ในความเป็นจริง ผลกระทบที่มีต่อร่างกาย เริ่มมีตั้งแต่ระดับความเข้มข้น 30 ไมโครกรัม

“เพราะผลกระทบสุขภาพมันไม่ได้เริ่มต้นที่ค่า 90 บางทีมันกระทบตั้งแต่ค่าเกิน 25 ตอนนี้เวลาเตือนกลุ่มเสี่ยงเขาเตือนที่ค่า 51 ขึ้นไป มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะทุกคนต้องหายใจ เรามีสิทธินี้นะ แต่เราต้องรับมลพิษเหล่านี้เข้ามาแบบไม่เต็มใจ” ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้สัมภาษณ์ผ่าน The Matter

 

ฝุ่นกับกีฬาปัญหาที่ไม่รู้วันสิ้นสุด
ภาพประกอบ: เมืองทองยังต้องพบกับภาวะฝุ่นเหมือนกัน

 

นั่นเท่ากับว่า นักฟุตบอล แฟนบอล คนในวงการลูกหนัง อาจต้องรับผลกระทบนี้ไปเป็นเวลานานพอสมควร แม้ในวันที่ค่าฝุ่น PM 2.5 ไม่ถึงมาตรฐาน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และยังไม่มีความชัดเจนใดๆออกมา ต่อวิธีการรับมือ

 

“ปัญหาของบ้านเรา คือขาดองค์ความรู้ ความสนใจเรื่องพวกนี้โดยละเอียด และไม่ได้มองไปที่ระยะยาวว่า ปัญหาเหล่านี้จะต้องอยู่กับเราไปอีกกี่ปี เป็นการมองเพียงแค่ชอตสั้นๆ ในทุกๆวงการ ขาดการพูดคุยสื่อสารกันอย่างชัดเจน”

“ที่ผ่านมาเราเห็นว่าผู้มีอำนาจ พยายามคิดหาหลายเรื่องๆที่ดี แต่เรื่องหนึ่งที่คนมักลืมกันเสมอคือ ‘ชีวิต’ นักฟุตบอลก็มีชีวิต แฟนบอลก็มีชีวิต เรื่องนี้จะถูกคิดถึงเป็นประเด็นท้ายสุด ผลการแข่งขันเป็นเรื่องแรกที่ถูกนึกถึง”

“ผมยังไม่เห็น องค์กรที่ดูแลฟุตบอลไทย ออกมาชี้แจง พูดคุย หรือให้ความรู้ คำแนะนำว่า สโมสรควรต้องปฏิบัติอย่างไร เชิญทีมแพทย์ที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยกันดีไหม? แฟนบอล สโมสร คนทั้งหมดอยู่ในรอบๆวงการฟุตบอล ไม่มีใครให้คำแนะนำ การเตรียมความพร้อมแก่พวกเขา ทั้งที่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตโดยตรง”

 

ปัญหาฝุ่น PM 2.5
ภาพประกอบ: อนาคตสุขภาพนักบอลไทย

 

หากมนุษย์ คือ ทรัพยากรที่มีค่าสูงสุด ในอุตสาหกรรมลูกหนัง ทั้ง นักฟุตบอล, กองเชียร์, ผู้ฝึกสอน, ผู้บริหารทีม ฯ

บางครั้ง  เราอาจต้องเปลี่ยนมามองปัญหานี้ โดยเอาชีวิตและสุขภาพของผู้คน เป็นตัวตั้ง ตราบใดที่คุณภาพ ความปลอดภัยในชีวิต รวมถึงกระทั่งสิทธิ์ในการหายใจด้วยอากาศบริสุทธิ์ การได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี ยังไม่เกิดขึ้น

นั่นอาจหมายถึงการที่เรากำลังทำร้ายทรัพยากรที่มีค่ามากไป โดยไม่รู้ตัว ผ่านรายละเอียดบางอย่างที่มองผ่านไป